การเลือก พลาสติกโรงเรือน เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่ออุณหภูมิ แสง ความชื้น และผลผลิตของพืชที่ปลูกในโรงเรือน แต่เกษตรกรมักมีคำถามสำคัญว่า “ควรเลือกแบบ 150 ไมครอน หรือ 200 ไมครอนดีกว่า?”
จริง ๆ แล้ว ทั้งสองแบบมีจุดเด่นและการใช้งานแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับพื้นที่ พืชที่ปลูก และระดับความจริงจังของการใช้งาน
บทความนี้ CKES Green จะอธิบายให้ชัดเจน เข้าใจง่าย พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยให้คุณเลือกพลาสติกโรงเรือนได้ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก
Table of Contents
ความแตกต่างของพลาสติกคลุมโรงเรือน 150 ไมครอนและ 200 ไมครอน
การเลือกพลาสติกโรงเรือนให้เหมาะสมกับพื้นที่และรูปแบบการเพาะปลูกเป็นสิ่งสำคัญ เพราะความหนาของฟิล์มส่งผลโดยตรงต่อความทนทาน การรับแสง และอายุการใช้งานของโรงเรือน ฟิล์ม 150 ไมครอนและ 200 ไมครอนต่างก็มีข้อดีเฉพาะตัว วันนี้เรามาเจาะให้ชัดว่าทั้งสองแบบเหมาะกับงานลักษณะใดบ้าง
1. ความทนทานและอายุการใช้งาน
พลาสติกโรงเรือน 150 ไมครอน
เหมาะกับพื้นที่ที่ลมไม่แรง หรือโรงเรือนที่มีการบังแดดจากสิ่งปลูกสร้างหรือร่มไม้ ฟิล์มชนิดนี้มีความยืดหยุ่น น้ำหนักเบา และติดตั้งง่าย เหมาะกับผู้ที่เริ่มต้นทำฟาร์ม หรือผู้ที่ต้องการลดต้นทุนเบื้องต้น
พลาสติกโรงเรือน 200 ไมครอน
โดดเด่นด้านความทนทาน ด้วยความหนาที่มากกว่า จึงรับแรงลม แรงกระแทก และการเสียดสีกับโครงสร้างได้ดีกว่า แม้พื้นที่ลมแรงหรือแดดจัดก็ยังใช้งานได้นานกว่า เหมาะกับฟาร์มเชิงพาณิชย์ หรือโรงเรือนที่ต้องการความเสถียรระยะยาว
2. การรับสภาพอากาศ
พลาสติกโรงเรือน 150 ไมครอน
เหมาะกับโรงเรือนทั่วไปที่ไม่ได้เผชิญแรงลมรุนแรง เหมาะกับโครงสร้างที่แข็งแรง และสภาพแวดล้อมที่มีร่มเงาบางส่วน
พลาสติกโรงเรือน 200 ไมครอน
รองรับสภาพอากาศได้หลากหลายกว่า ไม่ว่าจะเป็นลมแรงหรือแดดจัด ช่วยลดโอกาสฟิล์มฉีกขาด เหมาะกับพื้นที่โล่ง เช่น ฟาร์มบนเนิน ฟาร์มที่ไม่มีร่มเงา หรือโรงเรือนที่ต้องเผชิญพายุบ่อยครั้ง
3. คุณภาพแสงที่พืชได้รับ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของการเลือก พลาสติกคลุมโรงเรือน คือ “คุณภาพของแสง” เพราะแสงที่ไม่เสถียรหรือเข้มเกินไปสามารถทำให้พืชเกิดอาการเครียด ใบไหม้ โตช้า หรือให้ผลผลิตไม่สม่ำเสมอได้
ฟิล์มโรงเรือนทั้ง 150 ไมครอน และ 200 ไมครอน สามารถส่งผ่านแสงได้ดี แต่…
ทำไม 200 ไมครอนจึงให้แสงสม่ำเสมอมากกว่า?
เพราะฟิล์มที่หนากว่า จะช่วยลดความร้อนที่พุ่งผ่านลงมา ทำให้แสงที่เข้าสู่โรงเรือนมีความสม่ำเสมอ ไม่กระพริบ ไม่กระจุกตัวที่จุดใดจุดหนึ่ง จึงช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้มากกว่า:
จุดร้อนทำให้ต้นไหม้
แสงรั่วตามรอยต่อโครงสร้าง
ความต่างของแสงระหว่างกลางวันร้อน–เช้าที่เย็นจัด
สิ่งนี้มีผลมากกับ “พืชไวต่อแสง” เช่น
เมล่อน
แตงกวา
องุ่น
ดอกไม้
พืชใบที่ต้องการแสงกระจายสม่ำเสมอ
หากฟาร์มต้องการความนิ่งของแสงเพื่อลดความเครียดของพืช การเลือก 200 ไมครอนจะตอบโจทย์มากกว่า เพราะช่วยรักษาอุณหภูมิภายในให้คงที่ตลอดทั้งวัน
4. ความคุ้มค่าต่อการลงทุน
การเลือกความหนาของฟิล์ม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาอย่างเดียว แต่ควรมอง “ต้นทุนรวม” และ “อายุการใช้งาน” ที่จะได้รับจริงในหน้างาน
พลาสติกโรงเรือน 150 ไมครอน
เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการลดต้นทุนเริ่มต้น แต่ยังต้องการคุณภาพแสงดีและใช้งานได้คุ้มค่า
- ราคาประหยัด
- เหมาะกับงานเริ่มต้นหรือโรงเรือนขนาดเล็ก
- ใช้ได้ดีในพื้นที่ลมไม่แรงหรือแดดไม่จัด
- ให้ความสว่างดี เหมาะกับผักใบและพืชทั่วไป
เหมาะกับฟาร์มที่ต้องการ “คุมต้นทุนก่อน” และยังไม่ใช่การผลิตในระดับเชิงพาณิชย์ที่ต้องการความเสถียรสูง
พลาสติกโรงเรือน 200 ไมครอน
เหมาะสำหรับงานจริงจัง ที่ต้องการคุณภาพแสงเสถียรและโครงสร้างฟาร์มรองรับการใช้งานหนัก
- หนากว่า ทนแรงลม/แรงขูดขีดได้ดี
- ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ประหยัดในระยะยาว
- ควบคุมอุณหภูมิและความเสถียรของแสงได้ดีกว่า
- เหมาะอย่างยิ่งสำหรับฟาร์มเชิงพาณิชย์
การลงทุนเริ่มต้นสูงกว่าเล็กน้อย แต่ช่วยลดต้นทุนซ่อมบำรุงและเพิ่มประสิทธิภาพของผลผลิตในภาพรวม
พลาสติกคลุมโรงเรือนแบบไหนเหมาะกับฟาร์มของคุณ?
แม้พลาสติกโรงเรือนทั้งสองความหนาจะใช้งานได้ดี แต่ความเหมาะสมจริง ๆ ต้องดูจากประเภทพืชที่ปลูก ลักษณะพื้นที่ การรับลม และงบประมาณของผู้ปลูก การเลือกให้ถูกตั้งแต่แรกช่วยลดต้นทุน ลดความเสียหายจากสภาพอากาศ และเพิ่มประสิทธิภาพการเติบโตของพืชได้ชัดเจน
เลือกจากประเภทพืช
การเลือกความหนาของพลาสติกมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความต้องการแสงของพืช พืชแต่ละชนิดมีความไวต่อแสงและอุณหภูมิไม่เท่ากัน ดังนั้น การเลือกให้ถูกกับชนิดพืชจึงมีผลต่อ “ความเร็วในการเจริญเติบโต” และ “คุณภาพของผลผลิต”
พืชที่ต้องการแสงปานกลาง เช่น ผักสลัด คะน้า ผักชี
→ ใช้ พลาสติกโรงเรือน 150 ไมครอน
ได้ดี เพราะให้แสงพอเหมาะ ไม่เร่งความร้อนเกินจำเป็น
เหมาะกับผู้ปลูกที่ต้องการลดต้นทุนแต่ยังได้คุณภาพผลผลิตเชิงการค้า
พืชที่ต้องการแสงสม่ำเสมอ เช่น เมล่อน แตงกวา องุ่นโรงเรือน ดอกไม้
→ แนะนำ พลาสติกโรงเรือน 200 ไมครอน
เพราะแสงเสถียรกว่า จึงช่วยลดปัญหา ใบไหม้ รอยด่าง หรือการเติบโตไม่สม่ำเสมอของพืชทั้งแปลง
เลือกจากลักษณะพื้นที่และสภาพอากาศ
พื้นที่เพาะปลูกมีผลต่อการเลือกพลาสติกอย่างมาก เพราะสภาพอากาศเป็นตัวเร่งให้ฟิล์มเสื่อมเร็วหรืออยู่ได้นานขึ้น หากพื้นที่ของคุณมีลมแรงหรือแดดจัด การใช้ฟิล์มที่บางเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหา เช่น ฟิล์มฉีกจากแรงลม หรือเสียดสีกับโครงสร้างจนขาดก่อนเวลา
พื้นที่ลมแรง หรือพื้นที่โล่งกลางแจ้ง
→ 200 ไมครอน จะทนต่อแรงลมได้ดีกว่า ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม และป้องกันความเสียหายจากสภาพอากาศ
พื้นที่มีร่มเงาบางส่วน หรืออยู่ใกล้สิ่งปลูกสร้าง
→ 150 ไมครอน เพียงพอ เพราะได้รับความช่วยเหลือในการบังแดดและลมจากสภาพแวดล้อมธรรมชาติ
พื้นที่มีแดดจัดตลอดทั้งวัน
→ แนะนำ พลาสติกโรงเรือน 150 ไมครอน เพราะจะควบคุมอุณหภูมิไม่ให้สูงเกินไป ลดความเครียดของพืช
เลือกจากงบประมาณและเป้าหมายการผลิต
การเลือกพลาสติกโรงเรือนไม่ได้ขึ้นกับความหนาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับ “เป้าหมายของผู้ปลูก” ด้วย หากต้องการทำเกษตรแบบต่อเนื่อง ปลูกขายจริงจัง หรือเน้นคุณภาพสม่ำเสมอทุกล็อต ความหนาที่มากขึ้นช่วยให้จัดการง่ายกว่า
ต้องการควบคุมงบประมาณ
→พลาสติกโรงเรือน 150 ไมครอน ให้ความคุ้มค่า ช่วยลดต้นทุนเริ่มต้น แต่ยังได้ประสิทธิภาพที่ดี
ต้องการลดปัญหาซ่อมแซม
→พลาสติกโรงเรือน 150 ไมครอน ใช้งานได้นานกว่า ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยในระยะยาว จึงเหมาะกับฟาร์มแบบจริงจังที่ต้องการผลผลิตคงที่
ฟาร์มที่เน้นผลผลิตเชิงการค้า
→ ลงทุนกับ พลาสติกโรงเรือน 200 ไมครอน เพราะช่วยให้พืชโตเท่ากันมากกว่า ทำให้คัดเกรดง่ายขึ้น และเพิ่มเปอร์เซ็นต์ผลผลิตคุณภาพสูง
สรุป: การเลือกพลาสติกคลุมโรงเรือนแบบง่าย ๆ
เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้รวดเร็ว เราสรุปความแตกต่างของพลาสติกโรงเรือนทั้งสองความหนาไว้ให้แบบเข้าใจง่าย พลาสติกโรงเรือน 150 ไมครอน เหมาะกับงานทั่วไปและฟาร์มที่ต้องการประหยัดงบ ส่วนพลาสติกโรงเรือน 200 ไมครอน ถูกออกแบบมาเพื่อความทนทานสูง เหมาะกับฟาร์มที่ปลูกจริงจังหรือพื้นที่ลมแรง แดดจัด การเลือกให้ตรงตามลักษณะการใช้งานจะทำให้โรงเรือนของคุณทำงานเต็มประสิทธิภาพที่สุด

