พลาสติกคลุมโรงเรือน กระจายแสง1

พลาสติกคลุมโรงเรือน กระจายแสง vs ฟิล์มใส ต่างกันอย่างไร? คู่มือเลือกพลาสติกคลุมโรงเรือนแบบกระจายแสงสำหรับเกษตรกร

การเลือก “พลาสติกคลุมโรงเรือน” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาอย่างเดียว แต่เป็นการเลือก “สภาพแวดล้อม” ให้กับพืชของคุณตลอดหลายปีข้างหน้า ฟิล์มแต่ละประเภทให้แสงต่างกัน ควบคุมอุณหภูมิไม่เท่ากัน และส่งผลต่อความสม่ำเสมอของผลผลิตอย่างมีนัยสำคัญ

หนึ่งในคำถามที่เกษตรกรถามบ่อยที่สุดคือ:

ฟิล์มกระจายแสงดีกว่าฟิล์มใสไหม? แล้วควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับพืชของตัวเอง?

บทความนี้คือคู่มือครบที่สุดที่ CKES Green ทำขึ้นเพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายที่สุด พร้อมข้อมูลลึกแต่เข้าใจง่าย เหมาะกับทั้งมือใหม่และฟาร์มเชิงพาณิชย์

Table of Contents

พลาสติกคลุมโรงเรือน กระจายแสง2

ฟิล์มกระจายแสงคืออะไร? ต่างจากฟิล์มใสอย่างไร

ฟิล์มกระจายแสง (Diffuse Film) คือพลาสติกคลุมโรงเรือนที่ถูกออกแบบให้แสงแดด “แตกออกเป็นอนุภาคเล็ก ๆ” และกระจายทั่วทั้งโรงเรือนอย่างนุ่มนวล ไม่ใช่แสงที่ตกลงมาเป็นเส้นตรงเหมือนฟิล์มใสทั่วไป

คุณสมบัตินี้ช่วยลดปัญหา “จุดร้อน” และแสงแรงเกิน ทำให้พืชได้รับแสงอย่างสมดุลทั่วทุกใบ ส่งผลโดยตรงต่อการสังเคราะห์แสงและการเติบโตที่สม่ำเสมอกว่า

ในขณะที่ฟิล์มใส ให้แสงส่องเข้ามาเต็มที่แบบตรง ๆ ให้ความสว่างมากที่สุด แต่ก็ทำให้บางพื้นที่ร้อนจัดและบางพื้นที่ได้รับแสงไม่พอ ซึ่งทำให้ต้นบางต้นโตดี บางต้นโตช้า

การทำความเข้าใจความต่างนี้คือพื้นฐานสำคัญก่อนเลือกฟิล์มให้เหมาะกับฟาร์มของคุณ

ความต่างหลักระหว่างฟิล์มกระจายแสงและฟิล์มใส

แม้ทั้งสองแบบจะเป็น “พลาสติกคลุมโรงเรือน” เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ในการใช้งานจริงต่างกันชัดเจน โดยเฉพาะด้านแสง อุณหภูมิ และรอยไหม้ของพืช

หากยังไม่แน่ใจว่าฟิล์มโรงเรือนมีประเภทใด และแต่ละแบบต่างกันอย่างไร สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ →พลาสติกคลุมโรงเรือนมีกี่ประเภท?

พลาสติกคลุมโรงเรือน กระจายแสง3

1. ลักษณะแสงที่ส่องเข้าพืช

ฟิล์มใสให้แสงที่เข้ามาแบบตรง จึงให้ความสว่างสูงสุด แต่การส่องตรงแบบนี้ทำให้แสงตกกระจุกในบางตำแหน่ง ส่งผลให้พืชบางต้นได้รับแสงมากจนใบไหม้ ขณะที่พืชอีกบางต้นที่อยู่ใต้โครงเหล็กหรือขอบโรงเรือนได้แสงไม่เพียงพอ

ในทางกลับกัน ฟิล์มกระจายแสงจะแตกแสงออกหลายทิศทาง พืชทุกต้นในโรงเรือนจึงได้รับแสงพอ ๆ กัน ไม่ว่าจะอยู่กลางโรงเรือนหรือริม ทำให้การสังเคราะห์แสงต่อเนื่องและยาวนานกว่า

2. ความสมดุลของอุณหภูมิภายในโรงเรือน

หนึ่งในจุดเด่นที่สุดของฟิล์มกระจายแสง คือความสามารถในการปรับอุณหภูมิให้เสถียร ลดความร้อนที่รวมตัวในจุดใดจุดหนึ่ง เนื่องจากแสงที่กระจายตัวทำให้ความร้อนไม่กระจุกอยู่บนยอดพืชบางต้น

คล้ายกับการใช้ผ้าม่านสีขาวในบ้าน—แสงเข้ามาเยอะ แต่ไม่แผดเผา

ส่วนฟิล์มใส เมื่อแดดแรงในช่วงเที่ยงถึงบ่าย อุณหภูมิภายในโรงเรือนอาจสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้พืชหลายชนิดเครียดและหยุดการเติบโต

พลาสติกคลุมโรงเรือน กระจายแสง4

3. ความสม่ำเสมอของการเจริญเติบโต

4. ความเสี่ยงใบไหม้และจุดร้อน

เมื่อแสงไม่เท่ากัน ผลผลิตก็มักไม่เท่ากัน—นี่คือปัญหาของฟิล์มใสในหลายฟาร์มที่ไม่เคยสังเกต

ฟิล์มกระจายแสงช่วยแก้ปัญหานี้อย่างตรงจุด พืชทุกต้นได้รับแสงและอุณหภูมิใกล้เคียงกัน ทำให้พืชโตไล่ระดับกัน ผลผลิตไม่กระโดดไปมา และเก็บขายได้พร้อมกันทั้งรุ่น

สำหรับฟาร์มเชิงพาณิชย์ นี่คือสิ่งที่ลดความเสียหายและเพิ่มกำไรมากที่สุด

หากยังไม่แน่ใจว่าฟิล์มโรงเรือนจะช่วยให้เติบโตได้ดีกว่ากลางแจ้งอย่างไร  สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ → การเติบโตพืชในโรงเรือน vs กลางแจ้ง

ฟิล์มใสมีความเสี่ยงต่อการเกิดรอยไหม้แดดสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่แสงแดดแรงจัดของไทย

ฟิล์มกระจายแสงจึงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับพืชไวต่อแสง เช่น

  • เมล่อน

  • พริกบางสายพันธุ์

  • ดอกไม้

  • ไม้ประดับ

  • แคคตัส

แสงที่นุ่มลงทำให้พืชไม่ถูกทำร้ายจากความร้อนเฉียบพลัน

พลาสติกคลุมโรงเรือน กระจายแสง5

5. การเพิ่มผลผลิตและลดความเครียดของพืช

งานวิจัยจากยุโรปหลายประเทศระบุชัดเจนว่า ฟิล์มกระจายแสงสามารถเพิ่มผลผลิตได้ 8–12% และช่วยลดความเครียดของพืชที่เกิดจากแสงแดดรุนแรงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในพืชที่ไวต่อแสง เช่น เมล่อน พริก มะเขือเทศ และกลุ่มไม้ดอก

หนึ่งในงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือรายงานจาก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ทำการทดลองร่วมกับฟาร์มเชิงพาณิชย์ในยุโรป พบว่า:

  • พืชที่อยู่ภายใต้ฟิล์มกระจายแสงมี “ความสม่ำเสมอของขนาดผลผลิตมากขึ้น”

  • อัตราใบไหม้ลดลงอย่างชัดเจน

  • น้ำหนักผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 8–12%

  • พืชสังเคราะห์แสงได้ยาวนานขึ้น เนื่องจากแสงนุ่มลงและไม่เกิดจุดร้อน

ผลลัพธ์นี้เกิดจากคุณสมบัติสำคัญของแสงกระจาย คือ:

  • แสงกระจายทั่วใบ เสริมการสังเคราะห์แสงของพืชทุกจุด

  • ลดอุณหภูมิส่วนยอด จึงลดความเครียดจากแสง

  • พืชไม่หยุดโตในช่วงแดดจัดเหมือนฟิล์มใส

  • ทำให้ผลผลิตสุกพร้อมกันมากขึ้น เก็บเกี่ยวง่ายขึ้น

ดังนั้น หากฟาร์มของคุณต้องการ ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และลดความเสี่ยงใบไหม้ การเลือกใช้ฟิล์มคลุมโรงเรือนแบบ “กระจายแสง” คือหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

ฟิล์มใสเหมาะกับพืชแบบไหน?

ฟิล์มใสไม่ใช่ฟิล์มที่แย่ มันเป็นฟิล์มที่เหมาะกับงานบางประเภทโดยเฉพาะ เช่น พืชที่ต้องการแสงจัด และพื้นที่ที่แสงเข้าไม่เต็มวัน

ฟิล์มใสให้แสงผ่านมากที่สุด เหมาะกับงานที่ต้องการดึงแสงเข้าให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

ฟิล์มใสเหมาะกับสถานการณ์แบบนี้

ฟิล์มใสเหมาะในกรณีต่อไปนี้:

  • ปลูกพืชที่ต้องการแสงจัด 

  • โรงเรือนที่มีร่มเงาบางจุด

  • ฟาร์มที่มีงบจำกัด

  • โรงเรือนขนาดเล็กหรือสำหรับผู้เริ่มต้น

  • พื้นที่ลมแรงที่ต้องการฟิล์มเหนียวแต่ราคาไม่สูง

อย่างไรก็ตาม ควรระวังปัญหา “ความร้อนสะสม” ในฤดูร้อนที่อาจทำให้พืชไวต่อแสงเกิดอาการไหม้หรือชะงักการเติบโตได้

ฟิล์มกระจายแสงเหมาะกับใคร?

ฟิล์มคลุมโรงเรือนแบบกระจายแสงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับฟาร์มที่ต้องการควบคุมคุณภาพและผลผลิตให้ได้มาตรฐานเดียวกัน เป็นฟิล์มที่เน้นความสมดุลของแสง ความเสถียรของอุณหภูมิ และการลดความเครียดของพืชในทุกฤดูกาล

ฟิล์มกระจายแสงเหมาะกับสถานการณ์แบบนี้

ฟิล์มกระจายแสงคือคำตอบสำหรับ:

  • ฟาร์มเมล่อน

  • ฟาร์มดอกไม้ 

  • โรงเรือนปลูกไม้ประดับ

  • พื้นที่แดดแรง เช่น ภาคอีสาน

  • พื้นที่ที่เคยมีปัญหาใบไหม้

  • งานปลูกที่ต้องการผลผลิต “หน้าตาเหมือนกันทุกต้น”

ฟิล์มคลุมโรงเรือนแบบกระจายแสงช่วยให้แสงเข้าทั้งโรงเรือนแบบนุ่มนวล ลดความเครียดของพืชและช่วยให้การเติบโตสม่ำเสมอขึ้นอย่างชัดเจน

สรุป: เลือกแบบไหนดี?

เพื่อให้ตัดสินใจง่ายขึ้น:

  • ถ้าปลูกผักทั่วไป → ฟิล์มใสเพียงพอ

  • ถ้าปลูกเมล่อน / ดอกไม้ / ไม้ประดับ → ฟิล์มกระจายแสงดีที่สุด

  • ถ้าพื้นที่แดดแรง → กระจายแสงช่วยลดใบไหม้

  • ถ้าอยากให้พืชโตพร้อมกันทั้งแปลง → กระจายแสงเท่านั้น

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *