บทความ

รางวายล็อค 1

รางวายล็อคคืออะไร? ทำไมฟาร์มจริงจังถึงขาดไม่ได้

รางวาย คืออุปกรณ์สำคัญที่ใช้สำหรับยึด ฟิล์มโรงเรือน มุ้งโรงเรือน หรือสแลนกันแดด ให้แน่นติดกับโครงโรงเรือน โดยทำงานร่วมกับลวดสปริง เพื่อกดวัสดุคลุมให้ตึงสม่ำเสมอตลอดแนว หน้าที่หลักของรางวายคือช่วยลดการกระพือของฟิล์มเมื่อเจอลมแรง ป้องกันการฉีกขาดก่อนเวลา และช่วยให้โครงสร้างโรงเรือนมีความแข็งแรงมากขึ้นในระยะยาว จึงเป็นอุปกรณ์ที่ฟาร์มเชิงพาณิชย์และโรงเรือนมาตรฐานเลือกใช้กันอย่างแพร่หลาย รางวายล็อคแตกต่างจากการมัดฟิล์มแบบเดิมอย่างไร การยึดฟิล์มด้วยการมัดหรือผูกแบบเดิม มักทำให้แรงดึงกระจุกตัวเป็นจุด ส่งผลให้ฟิล์มตึงไม่เท่ากัน และเกิดการฉีกขาดง่ายเมื่อเผชิญกับลมแรงหรือการใช้งานต่อเนื่อง ในขณะที่รางวายจะกระจายแรงดึงตลอดแนวของฟิล์ม ทำให้ฟิล์มตึงสม่ำเสมอ โรงเรือนดูเรียบร้อย และสามารถถอดเปลี่ยนฟิล์มได้สะดวกกว่า ลดเวลาและค่าแรงในการบำรุงรักษา ส่วนประกอบของรางวายอะไรบ้าง ระบบรางวายจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยส่วนประกอบหลัก 2 ส่วนที่ทำงานร่วมกันอย่างลงตัว ตัวราง ตัวรางคือโครงโลหะที่ยึดติดกับโครงโรงเรือน ทำหน้าที่รองรับฟิล์ม มุ้ง หรือสแลน รางที่มีคุณภาพควรแข็งแรง ทนต่อสภาพอากาศ และไม่บิดงอง่าย เพื่อให้รองรับแรงดึงจากลวดสปริงได้ตลอดแนว ลวดสปริง ลวดสปริงทำหน้าที่กดวัสดุคลุมให้แน่นเข้ากับตัวราง สร้างแรงดึงที่สม่ำเสมอ ช่วยให้ฟิล์มตึงพอดีโดยไม่ทำให้เกิดความเสียหาย และสามารถถอด–ใส่ใหม่ได้ง่ายเมื่อต้องเปลี่ยนฟิล์มหรือมุ้ง ทำไมตัวรางวายถึงสำคัญกับการเกษตรโรงเรือน การทำเกษตรในโรงเรือนต้องอาศัยการควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างแม่นยำ ทั้งแสง อุณหภูมิ และความชื้น หากฟิล์มหลุดหรือยึดไม่แน่น สภาพแวดล้อมภายในโรงเรือนจะเปลี่ยนทันที ส่งผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของพืช รางวายจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยรักษาความเสถียรของโรงเรือน โดยช่วยลดปัญหาฟิล์มขาดก่อนเวลา ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม และยืดอายุการใช้งานของวัสดุคลุมโรงเรือนในระยะยาว โรงเรือนที่มีคุณภาพจำเป็นต้องควบคุมแสง อุณหภูมิ […]

รางวายล็อคคืออะไร? ทำไมฟาร์มจริงจังถึงขาดไม่ได้ Read More »

รูปมุ้งโรงเรือนควรมีกี่ตา

มุุ้งโรงเรือนควรมีกี่ตา? คู่มือเลือกชื้อมุ้งป้องกันแมลงสำหรับโรงเรือน

มุ้งโรงเรือน ไม่ได้มีแค่แบบเดียว และความแตกต่างที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ “ขนาดตาข่าย”หลายคนเลือกมุ้งจากราคาหรือความเคยชิน แต่ในความเป็นจริง ขนาดตาของมุ้งมีผลโดยตรงต่อการป้องกันแมลง การระบายอากาศ และสภาพแวดล้อมภายในโรงเรือนก่อนที่จะไปเจาะลึกเรื่องขนาดตา คุณอาจจะลองทำความเข้าใจก่อนว่า มุ้งป้องกันแมลง ทำไมจึงเป็นหัวใจของการป้องกันศัตรูพืชในโรงเรือน เพื่อให้เห็นภาพรวมของความสำคัญในการป้องกันศัตรูพืช บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจว่า– ขนาดตาคืออะไร– ตาเล็ก–ตาใหญ่ ต่างกันตรงไหน– และทำไมไม่ควรเลือกจากความถี่อย่างเดียว Table of Contents มุ้งโรงเรือนคืออะไร และมีหน้าที่อะไรในระบบโรงเรือน มุ้งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของโรงเรือนยุคใหม่ ทำหน้าที่เป็นด่านป้องกันแมลงศัตรูพืชจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นแมลงบิน แมลงขนาดเล็ก หรือแมลงพาหะนำโรคที่ส่งผลต่อผลผลิตโดยตรงนอกจากการกันแมลงแล้ว มุ้งยังมีบทบาทต่อการควบคุมสภาพแวดล้อม เช่น การไหลเวียนของอากาศ แสง และอุณหภูมิภายในโรงเรือน ขนาดตาข่ายมุ้งคืออะไร? ก่อนเลือกมุ้ง สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าใจ “ขนาดตาข่าย” หรือ Mesh Size ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าแมลงชนิดใดจะสามารถผ่านเข้าโรงเรือนได้ และส่งผลโดยตรงต่อการระบายอากาศภายในโรงเรือน การวัดขนาดตาข่ายมุ้ง ขนาดตาข่ายวัดจากจำนวนช่องตาข่ายในพื้นที่ 1 ตารางนิ้วยิ่งจำนวนช่องมาก → ช่องตายิ่งเล็กยิ่งจำนวนช่องน้อย → ช่องตายิ่งกว้าง ขนาดตาข่ายส่งผลต่อการกันแมลงอย่างไร ขนาดตาข่ายเป็นตัวกำหนดว่ามุ้งจะสามารถป้องกันแมลงชนิดใดได้บ้าง หากช่องตาเล็กกว่าแมลง แมลงจะไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ แต่หากช่องตาใหญ่กว่า แมลงก็สามารถเล็ดลอดเข้าโรงเรือนได้

มุุ้งโรงเรือนควรมีกี่ตา? คู่มือเลือกชื้อมุ้งป้องกันแมลงสำหรับโรงเรือน Read More »

รูปมุ้ง

มุ้งโรงเรือนป้องกันแมลง ทำไมจึงเป็นหัวใจของการป้องกันศัตรูพืชในโรงเรือน

มุ้งกันแมลงถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่สุดของระบบโรงเรือนสมัยใหม่ เพราะเป็นด่านแรกในการป้องกันศัตรูพืชก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนต้องพึ่งพาสารเคมีสำหรับเกษตรกรที่ปลูกพืชในโรงเรือน ไม่ว่าจะเป็นผักใบ เมล่อน พริก หรือไม้ดอก การเลือกใช้มุ้งโรงเรือนที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงด้านโรคพืช เพิ่มคุณภาพผลผลิต และทำให้การจัดการฟาร์มง่ายขึ้นในระยะยาว CKES Green จึงคัดสรรมุ้งโรงเรือนกันแมลงที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานจริงในสภาพอากาศประเทศไทย โดยเน้นความแข็งแรง การระบายอากาศ และประสิทธิภาพในการป้องกันแมลงศัตรูพืชเป็นหลัก Table of Contents มุ้งโรงเรือนกันแมลงคืออะไร? มุ้งกันแมลง คือ ตาข่ายพลาสติกที่ใช้ติดตั้งรอบด้านข้างหรือช่องระบายอากาศของโรงเรือน มีหน้าที่หลักคือ ป้องกันแมลงศัตรูพืชไม่ให้บินหรือเล็ดลอดเข้าสู่พื้นที่ปลูก ขณะเดียวกันยังคงให้อากาศถ่ายเทได้ตามปกติ มุ้งของ CKES Green มีให้เลือกหลายขนาดตา เพื่อให้เหมาะกับพืชและระดับการป้องกันที่ต้องการ ได้แก่16 ตา, 20 ตา, 24 ตา, 32 ตา, 40 ตา และ 50 ตา ซึ่งแต่ละขนาดจะมีความสามารถในการกรองแมลงที่แตกต่างกัน นอกจากมุ้งกันแมลงแล้ว ฟิล์มโรงเรือนก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยควบคุมแสงและอุณหภูมิภายในโรงเรือนหากคุณกำลังเลือกความหนาของฟิล์ม แนะนำอ่านบทความนี้เพิ่มเติม ฟิล์มโรงเรือน 150 vs 200 ไมครอน ต่างกันอย่างไร? ความหมายของ

มุ้งโรงเรือนป้องกันแมลง ทำไมจึงเป็นหัวใจของการป้องกันศัตรูพืชในโรงเรือน Read More »

อุปกรณ์โรงเรือน รูป1

CKES Green ครบวงจรอุปกรณ์โรงเรือน: ฟิล์ม มุ้ง รางล็อก และอุปกรณ์เสริมทั้งหมดในที่เดียว

การสร้างโรงเรือนที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องโครงสร้างหรือแบบโรงเรือนเท่านั้น แต่ “วัสดุคลุมและอุปกรณ์โรงเรือนแต่ละชิ้น” คือสิ่งที่ส่งผลโดยตรงต่อความแข็งแรง อายุการใช้งาน และคุณภาพผลผลิตของพืช CKES Green จึงรวบรวมวัสดุสำหรับโรงเรือนทั้งหมดไว้ในที่เดียว ทั้งฟิล์ม มุ้ง รางล็อก และอุปกรณ์เสริม เพื่อให้เกษตรกรเลือกได้ครบ ไม่ต้องสั่งหลายร้าน ไม่ต้องเสี่ยงกับสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน CKES Green คัดเฉพาะวัสดุที่ทนแดด ทนลม และเหมาะกับสภาพอากาศของประเทศไทย โดยเน้นคุณภาพระดับฟาร์มเชิงพาณิชย์ เพื่อให้โรงเรือนของคุณอยู่ได้นานและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงขึ้นในทุกฤดูกาล Table of Contents สินค้าจาก CKES Green : วัสดุสร้างโรงเรือนคุณภาพสูง เราจัดกลุ่มสินค้าตามความสำคัญของงานโรงเรือน เพื่อให้เกษตรกรเลือกใช้งานได้ตรงตามพืชและพื้นที่ของตนเอง สินค้าหลักของเรามีทั้งหมด 3 หมวดใหญ่ ดังนี้ 1. ฟิล์มโรงเรือน ตัวฟิล์มเป็นส่วนประกอบสำคัญที่สุดของโรงเรือน เพราะเป็นตัวกำหนดปริมาณแสง อุณหภูมิ ความชื้น และบรรยากาศโดยรวมที่พืชจะได้รับตลอดวัน CKES Green ใช้ฟิล์มมาตรฐานยุโรปที่มี UV Stabilizer คุณภาพสูง ทำให้มีความทนทานต่อแดดประเทศไทยเป็นพิเศษ ตัวฟิล์มที่เราจำหน่ายถูกออกแบบสำหรับพืชที่ต้องการความสม่ำเสมอ เช่น เมล่อน ดอกไม้

CKES Green ครบวงจรอุปกรณ์โรงเรือน: ฟิล์ม มุ้ง รางล็อก และอุปกรณ์เสริมทั้งหมดในที่เดียว Read More »

พลาสติกคลุมโรงเรือน กระจายแสง1

พลาสติกคลุมโรงเรือน กระจายแสง vs ฟิล์มใส ต่างกันอย่างไร? คู่มือเลือกพลาสติกคลุมโรงเรือนแบบกระจายแสงสำหรับเกษตรกร

การเลือก “พลาสติกคลุมโรงเรือน” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาอย่างเดียว แต่เป็นการเลือก “สภาพแวดล้อม” ให้กับพืชของคุณตลอดหลายปีข้างหน้า ฟิล์มแต่ละประเภทให้แสงต่างกัน ควบคุมอุณหภูมิไม่เท่ากัน และส่งผลต่อความสม่ำเสมอของผลผลิตอย่างมีนัยสำคัญ หนึ่งในคำถามที่เกษตรกรถามบ่อยที่สุดคือ: ฟิล์มกระจายแสงดีกว่าฟิล์มใสไหม? แล้วควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับพืชของตัวเอง? บทความนี้คือคู่มือครบที่สุดที่ CKES Green ทำขึ้นเพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายที่สุด พร้อมข้อมูลลึกแต่เข้าใจง่าย เหมาะกับทั้งมือใหม่และฟาร์มเชิงพาณิชย์ Table of Contents ฟิล์มกระจายแสงคืออะไร? ต่างจากฟิล์มใสอย่างไร ฟิล์มกระจายแสง (Diffuse Film) คือพลาสติกคลุมโรงเรือนที่ถูกออกแบบให้แสงแดด “แตกออกเป็นอนุภาคเล็ก ๆ” และกระจายทั่วทั้งโรงเรือนอย่างนุ่มนวล ไม่ใช่แสงที่ตกลงมาเป็นเส้นตรงเหมือนฟิล์มใสทั่วไป คุณสมบัตินี้ช่วยลดปัญหา “จุดร้อน” และแสงแรงเกิน ทำให้พืชได้รับแสงอย่างสมดุลทั่วทุกใบ ส่งผลโดยตรงต่อการสังเคราะห์แสงและการเติบโตที่สม่ำเสมอกว่า ในขณะที่ฟิล์มใส ให้แสงส่องเข้ามาเต็มที่แบบตรง ๆ ให้ความสว่างมากที่สุด แต่ก็ทำให้บางพื้นที่ร้อนจัดและบางพื้นที่ได้รับแสงไม่พอ ซึ่งทำให้ต้นบางต้นโตดี บางต้นโตช้า การทำความเข้าใจความต่างนี้คือพื้นฐานสำคัญก่อนเลือกฟิล์มให้เหมาะกับฟาร์มของคุณ ความต่างหลักระหว่างฟิล์มกระจายแสงและฟิล์มใส แม้ทั้งสองแบบจะเป็น “พลาสติกคลุมโรงเรือน” เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ในการใช้งานจริงต่างกันชัดเจน โดยเฉพาะด้านแสง อุณหภูมิ และรอยไหม้ของพืช หากยังไม่แน่ใจว่าฟิล์มโรงเรือนมีประเภทใด และแต่ละแบบต่างกันอย่างไร สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

พลาสติกคลุมโรงเรือน กระจายแสง vs ฟิล์มใส ต่างกันอย่างไร? คู่มือเลือกพลาสติกคลุมโรงเรือนแบบกระจายแสงสำหรับเกษตรกร Read More »

พลาสติกคลุมโรงเรือน 150 vs 200 ไมครอน รูป1

พลาสติกคลุมโรงเรือน 150 vs 200 ไมครอน ต่างกันอย่างไร?

การเลือก พลาสติกโรงเรือน เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่ออุณหภูมิ แสง ความชื้น และผลผลิตของพืชที่ปลูกในโรงเรือน แต่เกษตรกรมักมีคำถามสำคัญว่า “ควรเลือกแบบ 150 ไมครอน หรือ 200 ไมครอนดีกว่า?”จริง ๆ แล้ว ทั้งสองแบบมีจุดเด่นและการใช้งานแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับพื้นที่ พืชที่ปลูก และระดับความจริงจังของการใช้งาน บทความนี้ CKES Green จะอธิบายให้ชัดเจน เข้าใจง่าย พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยให้คุณเลือกพลาสติกโรงเรือนได้ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก Table of Contents ความแตกต่างของพลาสติกคลุมโรงเรือน 150 ไมครอนและ 200 ไมครอน การเลือกพลาสติกโรงเรือนให้เหมาะสมกับพื้นที่และรูปแบบการเพาะปลูกเป็นสิ่งสำคัญ เพราะความหนาของฟิล์มส่งผลโดยตรงต่อความทนทาน การรับแสง และอายุการใช้งานของโรงเรือน ฟิล์ม 150 ไมครอนและ 200 ไมครอนต่างก็มีข้อดีเฉพาะตัว วันนี้เรามาเจาะให้ชัดว่าทั้งสองแบบเหมาะกับงานลักษณะใดบ้าง 1. ความทนทานและอายุการใช้งาน พลาสติกโรงเรือน 150 ไมครอนเหมาะกับพื้นที่ที่ลมไม่แรง หรือโรงเรือนที่มีการบังแดดจากสิ่งปลูกสร้างหรือร่มไม้ ฟิล์มชนิดนี้มีความยืดหยุ่น น้ำหนักเบา และติดตั้งง่าย เหมาะกับผู้ที่เริ่มต้นทำฟาร์ม หรือผู้ที่ต้องการลดต้นทุนเบื้องต้น

พลาสติกคลุมโรงเรือน 150 vs 200 ไมครอน ต่างกันอย่างไร? Read More »

โรงเรือน vs กลางแจ้ง

โรงเรือนช่วยให้พืชเติบโตดีกว่ากลางแจ้งจริงไหม? เปรียบเทียบแบบละเอียดสำหรับเกษตรกรยุคใหม่

การเปลี่ยนผ่านจากการปลูกกลางแจ้งสู่การปลูกพืชในเรือนเพาะปลูกกำลังเป็นกระแส สำคัญในเกษตรกรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องการผลผลิตคุณภาพสูงตลอดทั้งปี ไม่ต้องเสี่ยงกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง unpredictably และต้องการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้ CKES Green จะช่วยไขข้อสงสัยว่า เรือนเพาะปลูกช่วยให้พืชเติบโตได้ดีกว่ากลางแจ้งจริงหรือไม่? ผ่านการวิเคราะห์เชิงลึก ครอบคลุมทุกปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช  Table of Contents ความแตกต่างของสภาพแวดล้อมในเรือนเพาะปลูกและกลางแจ้ง สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดโดยตรงว่าพืชจะเติบโตได้เร็วหรือช้า แข็งแรงหรืออ่อนแอ เรือนเพาะปลูกถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อควบคุมตัวแปรที่ธรรมชาติควบคุมไม่ได้ เช่น แสงแดด อุณหภูมิ ลม ฝน และแมลง เมื่อเรือนเพาะปลูกถูกออกแบบอย่างเหมาะสมและใช้วัสดุคุณภาพ เช่น ตัวฟิล์ม ที่แข็งแรงและทนทาน ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน   การควบคุมสภาพอากาศด้านอุณหภูมิ — หัวใจสำคัญของการเจริญเติบโต อุณหภูมิส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการสังเคราะห์แสง การดูดน้ำ และการเคลื่อนที่ของธาตุอาหารในพืช เมื่ออุณหภูมิสูงเกินไป พืชจะปิดปากใบเพื่อลดการสูญเสียน้ำ ส่งผลให้การเติบโตช้าลง ในขณะเดียวกัน ถ้าอุณหภูมิต่ำเกินไป พืชก็หยุดการสร้างอาหารเช่นกัน ในเรือนเพาะปลูก พืชได้รับสภาพอุณหภูมิที่นิ่งกว่า แม้ว่าภายนอกจะร้อนจัดในช่วงกลางวันหรืออากาศเย็นในช่วงกลางคืน ตัวฟิล์มจะช่วยลดความผันผวนของอุณหภูมิ ทำให้การเจริญเติบโตไม่สะดุด อีกทั้งยังช่วยบังลมแรงที่อาจทำให้โครงสร้างพืชหักหรืองอได้ ประโยชน์ของการควบคุมอุณหภูมิ พืชไม่เครียด การเจริญเติบโตต่อเนื่อง ผลผลิตมีมาตรฐาน ลดความเสียหายจากพายุ/อากาศร้อน

โรงเรือนช่วยให้พืชเติบโตดีกว่ากลางแจ้งจริงไหม? เปรียบเทียบแบบละเอียดสำหรับเกษตรกรยุคใหม่ Read More »

ตัวแทนจำหน่าย Sunmaster พลาสติกโรงเรือนคุณภาพสูง โดย CKES Green

พลาสติกโรงเรือนมีกี่ประเภท? เปรียบเทียบฟิล์มโรงเรือนแต่ละแบบ เลือกยังไงให้เหมาะกับพืชของคุณ

พลาสติกโรงเรือนหรือฟิล์มโรงเรือน เป็นหัวใจสำคัญของการทำเกษตรสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ พืชผลคุณภาพสูง พืชเมืองหนาว หรือโรงเรือนระบบอัจฉริยะ เพราะฟิล์มโรงเรือนมีหน้าที่ควบคุมทั้งแสง อุณหภูมิ ความชื้น และปัจจัยด้านสภาพอากาศภายนอกทั้งหมด ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโต คุณภาพผลผลิต และต้นทุนการปลูกโดยตรง หากเลือกฟิล์มที่เหมาะสม ไม่เพียงช่วยเพิ่มผลผลิต แต่ยังช่วยประหยัดต้นทุน ลดความเสียหายจากโรคพืชและแมลง และยืดอายุโรงเรือนให้ใช้ได้ยาวนานขึ้นหลายปี เนื่องจากในตลาดมีฟิล์มหลายชนิด ทั้งฟิล์มใส ฟิล์มกระจายแสง ฟิล์มกันหยดน้ำ และฟิล์มเกรดยุโรปที่มีสารพิเศษต่าง ๆ เกษตรกรจำนวนมากอาจสับสนว่าควรเลือกแบบไหนดี บทความนี้จึงรวบรวมข้อมูลแบบละเอียด เข้าใจง่าย และบอกถึงประเภทของฟิล์มโรงเรือนที่ใช้กันจริงในประเทศไทย พร้อมตัวอย่างการใช้งาน เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและคุ้มค่าที่สุด สารบัญเนื้อหา พลาสติกโรงเรือนคืออะไร และทำไมการเลือกให้เหมาะสมจึงสำคัญ ฟิล์มโรงเรือนเป็นฟิล์มที่ใช้คลุมโครงสร้างโรงเรือน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูกพืช ฟิล์มคุณภาพดีจะทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังจากแสงแดดจ้า ฝนหนัก ลมแรง และแมลง รวมถึงช่วยควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้ามาอย่างเหมาะสม หากฟิล์มสามารถกระจายแสงได้ดี จะช่วยลดเงามืด ลดจุดร้อน ทำให้แสงกระจายทั่วทั้งโรงเรือน ส่งผลให้พืชแต่ละต้นได้รับแสงอย่างเท่าเทียมกันและเติบโตอย่างสมบูรณ์ อีกหนึ่งเรื่องสำคัญคืออุณหภูมิ ฟิล์มโรงเรือนบางรุ่นจะช่วยลดการสะสมความร้อนในตอนกลางวัน และลดการสูญเสียความชื้น ทำให้สภาพแวดล้อมในโรงเรือนเสถียรกว่าโรงเรือนที่ใช้พลาสติกเกรดธรรมดา การเลือกฟิล์มจึงไม่ใช่แค่เลือก “ความหนา” แต่ต้องเลือกตาม “ลักษณะการปลูกและชนิดพืช” ด้วย เช่น

พลาสติกโรงเรือนมีกี่ประเภท? เปรียบเทียบฟิล์มโรงเรือนแต่ละแบบ เลือกยังไงให้เหมาะกับพืชของคุณ Read More »